ทำเนียบงานอนามัยโรงเรียน

IMG_0003

ตรวจสุขภาพครู

วันที่14 มกราคม 2559 โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสุรินทร์ได้ทำการตรวจสุขภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

 

10940544_531725036966678_3215106289145818482_n71872_1649827965270662_8808438184568725567_n12565534_1674234062848004_5695481329597108042_n12540767_1674234222847988_6459734933579331651_n936742_418415611599185_1890739240_n

พ่นหมอกควันและใส่ทรายอะเบ็ทกำจัดยุงลาย

       วันอาทิตย์ที่ 31มกราคม2559 เวลา 9.00น.คณะเจ้าหน้าที่จากศูนย์สุขภาพชุมชนสถานีรถไฟ(โรงพยาบาลสุรินทร์)ได้มาทำการพ่นหมอกควันและใส่ทรายอะเบ็ทกำจัดยุงลาย เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ขอขอบคุณคณะเจ้าหน้าที่ทุกท่านเป็นอย่างสูง

12646964_1184705448221274_3087756738556272263_n12647346_1184709348220884_7847671221268460341_n12669696_1184704398221379_2709573439976297396_n12661835_1184708211554331_2910703316325741722_n12642545_1184711801553972_3178751663529534109_n12644750_1184709731554179_8277102297637111019_n12650896_1184708031554349_7047946424957402321_n12651373_1184707504887735_6179697659366814394_n12654411_1184704801554672_4283977258502572694_n

 

โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ

       โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์เป็นโรงเรียนที่มีโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนด้านสุขภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านการศึกษา โดยการพัฒนาศักยภาพโรงเรียนให้เป็นจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางของการพัฒนาสุขภาพ ดูแลสุขภาพนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งพัฒนาชุมชนให้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว มีโครงการที่ได้จัดทำคือ โครงการอาหารปลอดภัย โครงการส่งเสริมสุขภาพ โครงการต้านภัยไข้เลือดออก เป็นต้น

 

20150610_12261220150610_12295720150610_12282420150610_12280920150603_140136 

รางวัลโรงเรียนปลอดลูกน้ำยุงลาย

โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ได้ส่งประกวดโรงเรียนปลอดลูกน้ำ ได้รับรางวัลชมเชย เงินสด 1000 บาทพร้อมเกียรติบัตร

IMG_1341IMG_1340??????????????????????????????? IMG_1338

โครงการอาหารปลอดภัย

       โครงการอาหารปลอดภัยโรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ ได้นำนักเรียนแกนนำอาสาสมัครสาธารณสุขในโรงเรียน(อสร.)จำนวน 100คนมารับฟังความรู้ด้านอาหารปลอดภัย จากคณะวิทยากรที่มาจากฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลสุรินทร์และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์  

  IMG_0820IMG_0814โครงIMG_0752

IMG_0792IMG_0797

 

???????????????????????????????IMG_0790

IMG_0740IMG_0743IMG_0745

โครงการต้านภัยไข้เลือดออก

      โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ได้จัดให้มีโครงการต้านภัยไข้เลือดออก โดยใช้มาตรการ 5ป 1ข 

                                                                                                                                     ไข้เลือดออกรร.อนุบาลสุรินทร์     20150806_145741

 20150806_145450    20150806_150145

1107021jis193801pjloec14060005755576โปสเตอร์ไข้เลือดออก (1)news_1_1161

10 สุดยอดอาหารที่ควรทานทุกวัน

1. เบอร์รี่ แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

2. ไข่ไก่ ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

3. ถั่ว ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

5. ส้ม เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

6. มันเทศ อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

7. บร็อคโคลี่ เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

8. ชา แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภา

9. คะน้า มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

10. โยเกิร์ต อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ…………………ขอบคุณhttp://health.kapook.com/

 


 

UnijV shutterstock_97701809 Picture126_normal SONY DSC lastberry download black_eyed_bean_16x9 almond a561524189096 1474636_697412956950528_2134321173_n 1452122_697413076950516_2076583863_n 120302_SCIENTIST_broccoli.jpg.CROP_.rectangle3-large

วิตามินเอ (Vitamin A) คืออะไร, ประโยชน์, โทษ และอาการเมื่อขาดวิตา

วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ค้นพบโดย ดร. อี.วี. แมคคอลลัม (E.V. McCollum) นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมริกา ร่างกายของเราสามารถสะสมวิตามินเอได้นานมาก อาจนานได้ถึง 1 หรือ 2 ปี โดยเก็บไว้ในชั้นเซลล์ไขมัน

วิตามินเอมีหน้าที่ช่วยในการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก การแบ่งตัวของเซลล์ การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ซ่อมแซมผิวของตาและหลอดลมทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายยากขึ้น และยังกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวโดยเฉพาะ lymphocyte ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง

หน้าที่ของวิตามินเอ

เป็นส่วนประกอบสำคัญของ cornea และยังมีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธ์ นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ ทำให้ผิวและผมแข็งแรง Beta carotene (หรือ pro vitamin A) ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามิน A ในร่างกาย Beta carotene เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถชะลอความแก่ได้
ช่วยบำรุงสายตา และแก้โรคตามัวตอนกลางคืน (Night Blindness)
ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง
สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ
ช่วยสร้างภูมิชีวิตให้ดีขึ้น และทำให้หายป่วยเร็วขึ้น
ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิว และช่วยลบจุดด่างดำ
ช่วยบรรเทาโรคเกี่ยวกับไทรอยด์

ชนิดของวิตามินเอ

Retinol เป็นวิตามินเอ ที่พบในสัตว์เช่นตับ นม เป็นวิตามินที่ออกฤทธิ์ได้ทันที Retinol อาจจะเปลี่ยนเป็น Retinal retinoic acid ซึ่งเป็นรูปแบบวิตามินอีกชนิดที่ออกฤทธิ์ได้ทันที
Provitamin A carotenoids เป็นวิตามินที่ต้องเปลี่ยนแปลงในร่างกายก่อนที่จะออกฤทธิ์ เป็นรูปแบบวิตามินเออีกชนิดหนึ่ง พบในพืชใบเขียวซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ในธรรมชาติ Provitamin A carotenoids อยู่ได้หลายรูปแบบได้แก่ beta-carotene, alpha-carotene, lutein, zeaxanthin, lycopene, and cryptoxanthin , วิตามินเอชนิด beta-carotene จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ retinol และออกฤทธิ์ได้ดี แต่ alpha-carotene, lutein, zeaxanthin จะออกฤทธิ์ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของ beta-carotene แต่ lycopene, cryptoxanthin จะไม่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอ
อาหารที่มีวิตามินเอมาก

Retinol เป็นวิตามินเอ ที่พบในสัตว์เช่น ไข่ นม ตับ นมพร่องมันเนยจะมีวิตามินเอต่ำเพราะวิตามินเอละลายในไขมัน ดังนั้นนมพร่องมันเนยจึงต้องเติมวิตามินเอ วิตามินเอจากสัตว์จะดูดซึมได้ดี

วิตามินเอที่มาจากพืชใบเขียวจะดูดซึมไม่ดีเท่าวิตามินที่มาจากสัตว์ พืชใบเขียวจะมีวิตามิน Provitamin A carotenoids มาก

ผักผลไม้ที่ให้วิตามินเอส่วนใหญ่จะมีสีเหลือง ส้ม แดง และเขียวเข้ม เพราะมีเบต้าแคโรทีนและแคโรนอยด์ที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอต่อไป เนื่องด้วยวิตามินเอในผักผลไม้มีความไวต่อออกซิเจนมาก ดังนั้นวิธีการต้มที่ป้องกันการสูญเสียวิตามินได้ดีทีสุดคือ ควรปิดฝาภาชนะขณะต้มและใส่น้ำน้อยๆ

ร่ายกายต้องการวิตามินเอในแต่ละวันอยู่ที่วันละ 4,000-5,000 IU

แหล่งวิตามินในธรรมชาติ จำนวน ปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
ผักตำลึง น้ำหนัก 100 กรัม 18,608 IU
ยอดชะอม น้ำหนัก 100 กรัม 10,066 IU
คะน้า น้ำหนัก 100 กรัม 9,300 IU
แครอท น้ำหนัก 100 กรัม 9,000 IU
ยอดกระถิน น้ำหนัก 100 กรัม 7,883 IU
ผักโขม น้ำหนัก 100 กรัม 7,200 IU
ฟักทอง น้ำหนัก 100 กรัม 6,300 IU
มะม่วงสุก 1 ผล(โดยเฉลี่ย) 4,000 IU
บรอกโคลี 1 หัว(โดยเฉลี่ย) 3,150 IU
แคนตาลูบ น้ำหนัก 100 กรัม 3,060 IU
แตงกวา 1 กิโลกรัม 1,750 IU
ผักกาดขาว น้ำหนัก 100 กรัม 1,700 IU
มะละกอสุก 1 ชิ้นยาว(โดยเฉลี่ย) 1,500 IU
หน่อไม้ฝรั่ง น้ำหนัก 100 กรัม 810 IU
มะเขือเทศ น้ำหนัก 100 กรัม 800 IU
พริกหวาน 1 เม็ด(โดยเฉลี่ย) 500-700 IU
แตงโม 1 ชิ้นใหญ่ 700-1,000 IU
กระเจี๊ยบเขียว น้ำหนัก 100 กรัม 470 IU
อาการขาดวิตามินเอ

โรคผิวหนัง เนื่องจากวิตามินเอมีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ขาดวิตามินเอทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น หยาบกร้าน แห้งแตก โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณข้อศอก ตาตุ่มและข้อต่อด่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคผิวหนัง เช่น สิวและโรคติดเชื้ออื่นๆ ได้
ตาฟาง หน้าที่ของวิตามินเอคือช่วยในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากขาดจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย และทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเป็นแผล ในกรณีที่ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงอาจทำให้ตาบอดได้
ความต้านทานโรคต่ำ วิตามินเอเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราทำงานตามปกติ การขาดวิตามินเอจึงทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูก ช่องปาก คอ และที่ต่อมน้ำลาย
อันตรายจากการได้รับวิตามินเอเกิน

แท้งลูกหรือพิการ หญิงมีครรภ์ที่ได้รับวิตามินเอมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อภาวะทารกในครรภ์คลอดออกมาพิการหรือแท้งได้ เนื่องจากวิตามินเอมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติที่ทางเดินปัสสาวะ กระดูกผิดรูป หรือมีติ่งปูดออกมาที่บริเวณหู
อ่อนเพลีย หากร่างกายได้รับวิตามินเอเกินครั้งละ 15,000 ไมโครกรัม จะมีผลทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและอาเจียนได้
เจ็บกระดูกและข้อต่อ เบื่ออาหาร เซื่องซึม นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ผมร่วง ปวดศีรษะ ท้องผูก ทั้งหมดนี้เป็นโทษในระยะยาวที่เกิดจากการรับประทานวิตามินเอมากเกินไป
ในสัตว์กระเพาะเดี่ยวเมื่อได้รับเกินความต้องการ 4-10 เท่า จะทำให้โครงกระดูกผิดปกติ
ในสัตว์เคี้ยวเอื้องเมื่อได้รับเกิน 30 เท่า จะเกิดอาการผิดปกติ
สิวกับวิตามินเอ

ในแง่ของสุขภาพผิวและความสมดุลของฮอร์โมนนั้น วิตามินเอ มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยได้มีงานวิจัยยืนยันว่าผู้ที่เป็นสิวรุนแรงนั้นมีระดับวิตามินเอ ในเลือดต่ำ มีรายงานว่า หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลและเป็นสิว เมื่อได้รับได้รับอาหารเสริมวิตามินเอ สิวก็สามารถหายภายในไม่กี่สัปดาห์ รวมถึงรอยแผลสิวก็เริ่มลดลงหลังจากได้รับอาหารเสริมวิตามินเอ 2 สัปดาห์ 

ประโยชน์ของวิตามินเอ กับการเพาะกาย

มีส่วนในการสังเคราะห์โปรตีน ซึ่งเป็นกระบวนการหลักสำหรับการเติบโตของมวลกล้ามเนื้อ
มีส่วนในกระบวนการสะสมไกลโคเจน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองหลักของร่างกายเรา
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.muscle.in.th/article/story/78/

10172687_838819176143238_7507525467873674126_n 10309349_838819469476542_6452704113795160974_n

10312551_838819269476562_9017009430494262293_n 10322819_838821472809675_4442730011624116789_n 10340158_838819449476544_7077006584958434449_n 10345554_838802182811604_4623952261742042433_n 10382439_838819282809894_4222299279085064086_n 10390069_838821316143024_9047980728800402260_n 10396307_838819046143251_1726727385684152777_n 10414576_838819459476543_4867778162984549791_n 10420192_838819039476585_3493515498710677130_n 10423276_838803159478173_2992628417381642965_n 10430381_838803256144830_3361246462069598764_n 10447643_838819512809871_6178174090090805409_n 10452317_838821389476350_8005831788721587448_n 10463926_838804656144690_9073427053175729047_n 10481162_838805939477895_7460655874852919772_n

รู้ทัน….ป้องกันเมอร์ส

(Middle East Respiratory Syndrome: MERS)                                                                                                                                 หรือ กลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจตะวันออก                                                            

สาเหต:เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ปี ๒๐๑๒        

อาการ: ไข้สูง ไอ หายใจเร็ว หอบ อาเจียน ท้องเสีย ผู้ป่วยที่มีอาการแสดงของโรครุนแรงอาจมีภาวะปอดบวมหรือไตวายและเสียชีวิตได้      

ระยะฟักตัว :  2-14 วัน                                              

การติดต่อ  สัมผัสละอองน้ำมูก  น้ำลายของ ผู้ป่วยจากไอจาม                                                                      

การรักษา: เป็นการรักษาแบบประคับประคอง  ยัง ไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จำเพาะ                                      

การป้องกัน :   -ใช้ผ้าปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม                                           -ล้างมือบ่อยๆด้วยน้ำและสบู่                                           

                      -สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด                             -รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่                                         

                     -ใช้ช้อนกลาง  ไม่ใช้แก้วน้ำหรือหลอดดูด ร่วมกับผู้อื่น        -ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่แออัด

10418436_905811309458019_6318005270753510630_nmers302ece3 - Copy - Copy